เหตุการณ์น้ำท่วมที่ทวีความรุนแรงในปี 2567 เป็นสัญญาณชัดเจนว่าสังคมไทยต้องเร่งทบทวน “ความพร้อมของแผนบริหารจัดการน้ำ” ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แม้ประเทศไทยจะมี แผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 20 ปี (2561–2580) ซึ่งวางแนวทางด้านการเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำ การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และการปรับปรุงระบบระบายน้ำในเขตเมือง แต่เมื่อเผชิญสถานการณ์จริง กลับพบว่าหลายมาตรการไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจาก “ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง” เช่น ขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้การตัดสินใจและการจัดการน้ำในภาวะวิกฤตล่าช้า นอกจากนี้ระบบข้อมูลต่าง ๆ ของประเทศยังขาดการเชื่อมโยง ทำให้ยากต่อการคาดการณ์และเตือนภัยอย่างแม่นยำทันต่อเหตุการณ์ น้ำท่วมปี 67 จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า เพื่อให้แผนแม่บทดังกล่าวเกิดผลในทางปฏิบัติได้จริงในพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง การปรับปรุงระบบเตือนภัยล่วงหน้า การกำหนดเขตควบคุมน้ำท่วม และการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็น หากต้องการให้แผนใหญ่ลงสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง
ในอีกมุมหนึ่ง การบริหารจัดการน้ำยุคใหม่ต้องมอง “น้ำท่วม” ไม่ใช่เพียงภัยพิบัติ แต่เป็นโอกาสในการพัฒนาระบบน้ำให้สอดคล้องกับภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การเพิ่มพื้นที่สีเขียว พัฒนาฟื้นฟูพื้นที่รองรับน้ำ พัฒนาระบบระบายน้ำในเมือง และสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับน้ำเป็นส่วนสำคัญของการปรับตัว การบริหารน้ำต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งรัฐ ท้องถิ่น และชุมชน เพื่อให้แผนแม่บทกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริง
ยังมีอีกหลายบทความทางสุขภาพที่น่าสนใจ ให้ทุกท่านได้อ่านกันใน “รายงานสุขภาพคนไทย เล่มปี 2568” สามารถอ่านฟรีได้แล้ววันนี้ ผ่านทางเว็บไซต์ได้ที่ www.thaihealthreport.com หรือติดต่อขอรับหนังสือผ่านทางอีเมลได้ที่ thaihealthipsr@gmail.com
ติดตามทุกความเคลื่อนไหว ของ “สุขภาพคนไทย”
Facebook : สุขภาพคนไทย
Instagram : @thaihealthreport
Youtube : สุขภาพคนไทย
TikTok : @thaihealthreport (30 วิสุขภาพคนไทย)
ข้อมูลอ้างอิง
รายงานสุขภาพคนไทย 2568 หมวด สถานการณ์เด่น เรื่อง การจัดการน้ำท่วมในภาคเหนือ: ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
สืบค้นจาก :
สถาบันวิจัยและประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล