แม้ประเทศไทยจะมีการออกกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาอย่างยาวนาน แต่เส้นทางของนโยบายเกี่ยวกับ “สุรา” กลับเต็มไปด้วยความย้อนแย้งที่สะท้อนความซับซ้อนทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2392 (ร.ศ. 114) ประเทศไทยเริ่มห้าม
การกลั่นสุราโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการแรก ๆ เพื่อควบคุมการผลิตแอลกอฮอล์ที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม รัฐยังคงมีบทบาทในฐานะผู้อนุญาต ผู้ควบคุม และผู้จัดเก็บภาษีจากการผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเข้มงวด

ต่อมา ปี พ.ศ. 2493 มีการตรา พระราชบัญญัติสุรา ที่เปิดทางให้กระทรวงการคลังสามารถควบคุมการผลิตสุราโดยผ่านการอนุมัติของภาครัฐอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่ต้องการผลิตสุราจำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐเท่านั้น ทำให้เกิดการผูกขาดและจำกัดโอกาสของผู้ผลิตรายย่อยหรือผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับชุมชน
แม้กฎหมายจะอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยและสาธารณสุข แต่การผูกขาดนี้ก็ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่เพียงเท่านั้น ความพยายามผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดเสรีการผลิตสุราโดยเฉพาะ “สุราพื้นบ้าน” ยังคงถูกต่อต้านจากกลุ่มผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสุรารายใหญ่ การเดินทางของนโยบายสุราไทยจึงไม่ได้สะท้อนเพียงเรื่องของเครื่องดื่มมึนเมาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงโครงสร้างทางอำนาจ การควบคุม และความไม่เท่าเทียมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วย
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในปี พ.ศ. 2560 ได้มีการปรับปรุงกฎหมายเดิม ด้วยการตรา พระราชบัญญัติสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ขึ้นมาแทนที่ เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดเก็บภาษีและควบคุมสินค้าสุราแบบใหม่ แต่คำถามยังคงอยู่ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเอื้อต่อการพัฒนาอย่างทั่วถึง หรือยังคงจำกัดอยู่ในมือของผู้มีอำนาจรายใหญ่เช่นเดิม
ยังมีอีกหลายบทความทางสุขภาพที่น่าสนใจ ให้ทุกท่านได้อ่านกันใน “รายงานสุขภาพคนไทย” ทุกเล่ม ทุกปี อ่านฟรีได้แล้ววันนี้ ผ่านทางเว็บไซต์ได้ที่ www.thaihealthreport.com หรือ ติดต่อขอรับรูปเล่มหนังสือรายงานสุขภาพคนไทยได้ทุกปี ผ่านทางกล่องข้อความ Chat ทาง Facebook "สุขภาพคนไทย" กดปุ่มติดต่อขอรับหนังสือ และรอแอดมินติดต่อกลับได้เลยครับ
ติดตามทุกความเคลื่อนไหว ของ “สุขภาพคนไทย”
Facebook : สุขภาพคนไทย
Instagram : @thaihealthreport
Youtube : สุขภาพคนไทย
TikTok : @thaihealthreport (30 วิสุขภาพคนไทย)