อาหารเสริม

เกือบครี่งหนึ่งของทารกเริ่มกินอาหารเสริมก่อน 4 เดือน และเกือบ 2 ใน 3 ของเด็กอายุ 3 – 5 ปี ได้รับน้ำตาล มากกว่า 6 ช้อนชาต่อวัน นอกจากนี้เด็กไทย 1 ใน 3 เท่านั้นที่กินผักผลไม้ทุกวัน ทำให้ขาดสารอาหารวิตามิน และเกลือแร่ที่สำคัญ

โดยหลักการแล้วเด็กควรกินนมแม่อย่างเดียวจนถึงอายุ 6 เดือน แล้วจึงค่อยให้อาหารเสริม แต่อาจให้อาหารเสริมได้ก่อนอายุ 6 เดือน ถ้ามีความจำเป็น โดยในช่วง 4 – 6 เดือน ต้องเป็นอาหารบดละเอียดค่อนข้างเหลว เมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไปจึงให้อาหารที่เข้มข้น หยาบขึ้น และเมื่ออายุครบปี ไม่จำเป็นต้องบดอาหารอีกต่อไป

 

ข้อมูลของการสำรวจภาวะอาหารและโภชนาการ ปี พ.ศ. 2546 พบว่า เด็กไทยเริ่มกินอาหารอื่นนอกจากนมเร็วเกินไป โดยเกือบครึ่งหนึ่งเริมกินอาหารเสริมก่อนอายุ  4 เดือน

 

ข้อมูลโครงการวิจัยระยะยาวในเด็กไทย (พ.ศ. 2540 – 2542 ) ชี้ว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของเด็กไทยที่กินอาหารอื่นนอกจากนมตั้งแต่ก่อนอายุ 4 เดือน โดยกินกล้วยและข้าวเป็นอาหารเสริมหลัก ไข่แดงซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของวิตารมินเอและแร่ธาตุเหล็กมักจะเป็นอาหารอย่างแรกๆ ที่ใส่ในข้าวตามคำแนะนำของ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข แต่มีบางส่วนที่ให้แต่ข้าวเท่านั้นในเดือนแรกๆ และเริ่มให้ปลา ตับ เนื้อสัตว์อื่นๆ และไข่ (ทั้งไข่แดงและไข่ขาว) ตามมาโดย ลำดับ ทั้งนี้ประมาณ 1 ใน 5 ของทารกไทยที่เสี่ยงต่อการเกิดภูมิแพ้โปรตีนจากไข่แต่พบว่ามีการเริ่มให้ไข่ขาวตั้งแต่ก่อนอายุ 7 เดือน

นอกเหนือจากกล้วยแล้ว ผู้เลี้ยงดูเด็กไม่ได้ให้ความสำคัญกับการฝึกให้เด็กเรียนรู้การบริโภคผลไม้อื่นๆ และผักต่างๆ เท่าที่ควร แต่กลับให้เด็กเริ่มบริโภคขนมหวาน เครื่องดื่มรสหวาน และมีการปรุงแต่งรสหวานในอาหารเสริมทารกตั้งแต่ขวบปีแรก จึงพบว่าเมื่ออายุครบขวบปีแรกยังมีทารกที่ไม่เคยเริ่มหัดกินผลไม้อื่นๆ นอกจากกล้วย ซึ่งทารกกลุ่มนี้มีจำนวนมากกว่าทารกที่ยังไม่เคยบริโภคขนมหวานเสียอีก จึงไม่น่าแปลกใจว่าเด็กไทยจะมีปัญหาบริโภคนิสัยติดหวาน และไม่ชอบบริโภคผักผลไม้เมื่อเติบโตขึ้น

 

ช่วงอายุ 1 – 5 ปี เป็นช่วงของการเจริญเติบโตทั้งด้านร่างกายและสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 1 – 2 ปี สมองจะเติบโตเร็วมากขึ้นถึงร้อยละ 80 ของสมองที่โตเต็มวัย ดังนั้นอาหารของเด็กวัยก่อนเรียนจึงมีความสำคัญ การกินอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนทั้งพลังงาน ไขมัน โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ จะทำให้เด็กไทยมีพัฒนาการ ทั้งร่างกายและสติปัญญาอย่างเต็มศักยภาพ

 

ข้อมูลจากรายงานการสำรวจภาวะอาหารและโภชนาการ พ.ศ. 2546 ชี้ว่า เด็กไทยไม่ขาดสารอาหารโปรตีน แต่เด็กไทยขาดสารอาหารวิตามิน และเกลือแร่ที่สำคัญ เช่น วิตามินซี วิตรามินเอ และแคลเซียม การสำรวจ พบว่า ร้อยละ 44 ของเด็กอายุ 1 – 5 ปีไม่ได้กินไข่ทุกวัน และเด็กเพียง 1 ใน 3 กินผัก ผลไม้ทุกวัน

 

เมื่อพ่อแม่ให้เด็กรับประทานอาหารเสริม บางครั้งได้เพิ่มรสหวานลงไปด้วย ซึ่งการบริโภคน้ำตาลจากอาหารเสริม ขนมหวาน หรือเครื่องดื่ม เป็นสาเหตุของการติดหวานและตามมาด้วยปัญหาฟันผุ นอกจากนี้การบริโภคน้ำตาลปริมาณสูงเป็นประจำทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และอ้วนซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ

 

การสำรวจพฤติกรรมการบริโภคของเด็กปฐมวัยในกิจกรรมรณรงค์วันครอบครัวอ่อนหวานในภาคต่างๆ ของไทย 5 จังหวัด ปี พ.ศ. 2547 พบว่าการบริโภคน้ำตาลในนมและเครื่องดื่มของกลุ่มเด็กก่อนวัยเรียน 3 -5 ปี ส่วนใหญ่มาจากการกินนมเปรี้ยว นมพร้อมดื่มรสหวาน น้ำอัดลม และเครื่องดื่มรสช็อคโกแลต ส่วนเด็กเล็ก 0 – 2 ปีนั้น บริโภคน้ำตาลในนมและเครื่องดื่มน้อยกว่าเด็กก่อนวัยเรียน โดยนมและเครื่องดื่มผสมน้ำตาลที่บริโภคมากขณะเป็นวัยทารกคือ นมผงรสหวานหรือรสน้ำผึ้ง และนมพร้อมดื่มรสหวาน แต่เด็กเริ่มบริโภคนมเปรี้ยวเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วตามลำดับในระยะอายุ 6 เดือนถึง 3 ปี

 

นอกจากนี้ การสำรวจพฤติกรรมการบริโภคของเด็กปฐมวัยในกิจกรรมรณรงค์วันครอบครัวอ่อนหวาน ยังได้แสดงให้เห็นว่าปริมาณน้ำตาลที่เด็กอายุ 3 – 5 ปี ได้รับต่อวันต่อคนนั้นสูงมาก เกือบ 2 ใน 3 ของเด็ก 3 – 5 ปี ได้รับปริมาณน้ำตาลสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานแนะนำ หรือมากกว่า 6 ช้อนชา ต่อคนต่อวัน

© 2014 by Thai Health Report

รายงานสุขภาพคนไทย

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 

เลขที่ 999 ถนนพุทธมณฑล สาย 4 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170

โทรศัพท์ 02-441-0201-4  ต่อ 531, 532, 630 โทรสาร 02-441- 9333