ตัวชี้วัดสุขภาพคนไทยปี 2550 เสนอ 14 ตัวชี้วัดสุขภาพ ที่สะท้อนให้เห็นถึงสุขภาพกาย จิต ปัญญา และสุขภาพสังคมของคนไทย สังคมไทยกำลังกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุในอนาคตอันใกล้ ภาวะสมองเสื่อม มหันตภัยเงียบด้านสุขภาพกายที่มักพบบ่อยในคนสูงอายุ จึงเป็นภาวะที่ต้องให้ความสำคัญปัจจุบันภาวะสมองเสื่อมของคนไทยอยู่ที่ 2.3 แสนคน และอีก 20 ปีข้างหน้าคาดว่าจะเป็น 4.5 แสนคน และเพิ่มเป็น 1 ล้านคนในอีก 50 ปีข้างหน้า ในการดูแลผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม 1 คนต้องใช้ผู้ดูแลอย่างน้อย 2 คน เฉพาะค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยเองประมาณ 4-6 พันบาทต่อเดือน หากรวมค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของผู้ดูแลเข้าไปด้วยอาจต้องเพิ่มเป็น 8 พัน ถึง 1.6 หมื่นบาทต่อเดือน รวมค่าใช้จ่ายทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลในแต่ละเดือนแล้วนับว่าเป็นค่าใช้จ่ายมิใช่น้อย ซึ่งเป็นภาระให้กับครอบครัวของผู้ป่วยอย่างมาก

 

นอกจากสุขภาพกายของผู้สูงอายุแล้ว สุขภาพกายของวัยแรงงานก็มีความสำคัญเช่นกัน แม้ว่าข้อมูลรายงานการเฝ้าระวังโรคพบว่า แนวโน้มของการเจ็บป่วยด้วยโรคจากการประกอบอาชีพได้ลดลงจาก 7.85 ต่อประชากรแสนคน ในปี 2541 เหลือ 4.48 ต่อประชากรแสนคน ในปี 2547 แต่สารพิษบางประเภทก็ส่งผลให้การเจ็บป่วยของกลุ่มวัยแรงงานค่อนข้างสูง อันได้แก่สารกำจัดศัตรูพืช ดังนั้นตราบใดที่ประเทศไทยยังผลิตและนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชในปริมาณที่เพิ่มขึ้น เกษตรกร และผู้ใช้แรงงานภาคอุตสาหกรรมก็ย่อมเป็นผู้ได้รับสารพิษที่สำคัญ

 

ในด้านสุขภาพจิต พบว่า 1 ใน 5 คนไทยกำลังมีทุกข์ทางใจเนื่องจากยังเผชิญโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคจิต และโรคผิดปกติทางอารมณ์ มีถึง 1.8 ล้านคนมีอาการของโรคซึมเศร้า พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะเพศหญิง นอกจากอาการของโรคซึมเศร้าแล้ว ความเครียดก็เป็นปัญหาทางสุขภาพจิตอย่างหนึ่ง สาเหตุสำคัญของความเครียดอันดับแรก คือ เรื่องเศรษฐกิจการเงิน รองลงไปคือ ครอบครัว และอันดับสาม คือเรื่องงาน

 

ตรงกันข้ามกับความทุกข์ใจ นั่นคือ ความสุข ซึ่งเป็นตัวชี้วัดด้านสุขภาพจิตตัวหนึ่ง พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 32 ของโลกที่มีความสุข และเป็นประเทศที่มีความสุขอันดับที่ 7 จาก 24 ประเทศในเอเชีย การวัดความสุขในประเทศไทยได้มีหลายหน่วยงานหรือสถาบันที่พยายามพัฒนาดัชนีชี้วัดความสุขมีทั้งที่เหมือนกันและต่างกัน เงินออม หนี้สิน รายได้ สิ่งแวดล้อม และชุมชนเข้มแข็ง เป็นตัวชี้วัดที่ได้รับการยอมรับในการวัดความสุข

 

ปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพของคนไทย พบว่า ความดันเลือดสูง โคเลสเตอรอลในเลือดสูง สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์มากอ้วนเกินไป มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ และการเป็นเบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดทั้งสิ้น ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภค จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำนอกจากการสูบบุหรี่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดแก่ตัวผู้สูบเองแล้ว ควันจากบุหรี่มือสองก็มีผลต่อผู้ใกล้ชิดเช่นกัน โดยเฉพาะภายในบ้านเป็นแหล่งสำคัญที่เด็กได้รับควันบุหรี่มากกว่าสถานที่อื่น รายงานของกระทรวงสาธารณสุข สหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2549 ระบุว่า การได้รับควันบุหรี่ในบ้านหรือที่ทำงานเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 – 30 เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 – 30 และหากผู้ที่ได้รับควันบุหรี่เป็นหญิงมีครรภ์ และทารกจะทำให้ทารกแรกคลอดมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าปกติ และมีความเสี่ยงของอาการเกิดโรคไหลตายในเด็กสูงขึ้น ในเด็กเล็กที่ได้รับควันบุหรี่จะเกิดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบและปอดบวม

 

ในด้านสุขภาพสังคม เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่กระทบต่อสุขภาพของคนไทย มากกว่าครึ่งหนึ่งของของเสียอันตรายที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรมที่ยังไม่ได้ถูกกำจัดอย่างถูกต้องทำให้สารเคมีจากของเสียปนเปื้อนสู่ระบบนิเวศน์ และระบบห่วงโซ่อาหารได้ ดังนั้นภาครัฐควรเร่งสนับสนุนให้มีการจัดตั้งศูนย์กำจัดของเสียอันตรายให้มากขึ้น

 

ในสังคมที่มีการแข่งขันกันสูง การโฆษณาถือว่ามีส่วนสำคัญในการส่งเสริมระบบทุนนิยม ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของเราด้วยเช่นกัน พบว่า การทุ่มงบโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้รับความนิยมมากขึ้น จนทำให้ใช้อาหารเสริมเกินความจำเป็นในผู้บริโภคบางราย ปัญหาสำคัญที่พบในการใช้อาหารเสริม คือ ไม่เห็นผลตามสรรพคุณดังที่โฆษณา

 

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พบว่า สัญญาอสังหาริมทรัพย์ และอาหาร เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคร้องเรียนมากที่สุด ระบบการพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคเพื่อไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบในรูปแบบต่างๆ จึงมีความสำคัญที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

 

สุขภาพสังคมถูกวัดด้วยด้านเศรษฐกิจ เช่นกัน พบว่า คนไทยมีค่าใช้จ่ายและหนี้สินเพิ่มขึ้น และ 1 ใน 3 ของหนี้สินเป็นหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น หนี้สินที่กู้มาเพื่อใช้จ่ายในครัวเรือน เป็นต้น นอกจากนี้พบว่า 1 ใน 3 ของครัวเรือนทั้งหมดในปี พ.ศ. 2547 มีรายจ่ายของการเล่นการพนัน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นพื้นที่ที่สัดส่วนของครัวเรื่อนมีรายจ่ายด้านนี้สูงกว่าภาคอื่น

 

เมื่อกล่าวถึงเรื่องเศรษฐกิจแล้ว จำเป็นต้องกล่าวถึงตัวชี้วัดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นตัวชี้วัดด้านสุขภาพปัญญาไปด้วย คนส่วนใหญ่มองว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของคนชนบทที่มีวิถีชีวิตในภาคเกษตรกรรมเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์กับภาคธุรกิจได้ เนื่องจากเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตที่ทุกภาคส่วนของสังคมสามารถนำไปปฎิบัติได้เช่นกัน โดยมีเงื่อนไขหรือปัจจัยนำเข้า 2 ประการ คือ คุณธรรม และความรอบรู้ โดยเงื่อนไขสองประการนี้ได้ถูกนำไปสู่กระบวนการที่มีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีระบบคุ้มกันที่ดี ผลลัพธ์ที่ได้จะก่อให้เกิดความสมดุลและความมั่นคงยั่งยืนของสังคม

 

นอกจากด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่สังคมต้องแสดงความเป็นห่วงแล้ว กลุ่มเด็กและวัยรุ่นก็ต้องได้รับความสนใจด้วยเนื่องจากพบว่ามีถึง 1 ใน 3 ของเด็กและวัยรุ่นไทยมีการเล่นการพนัน ความรุนแรงที่เกิดจากการพนันคือ การทำร้ายร่างกาย การลักขโมย การขู่กรรโชกทรัพย์ และการค้าประเวณี นอกจากนี้ยังพบปัญหาการใช้สื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ของกลุ่มเด็กและวัยรุ่นที่ไม่เหมาะสม เด็กและวัยรุ่นใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวันไปกับการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ดูหนังจากแผ่นซีดี ฟังเพลงจากเครื่องเล่น MP3 ใช้อินเตอร์เนต และคุยโทรศัพท์ พิษภัยจากการใช้สื่อที่ไม่เหมาะสมนำไปสู่พฤติกรรมที่ใช้ความรุนแรง และมีปัญหากับด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ รวมถึงการเรียนด้วยความไม่เท่าเทียมกันด้านการศึกษา สะท้อนถึงสุขภาพสังคมของไทยด้วยเช่นกัน เห็นชัดเจนระหว่างโอกาสด้านการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างเด็กในเมืองและชนบท ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีเด็กไม่ได้เรียนต่อหลังจากจบการศึกษาในระดับช่วงชั้นต่างๆ มากที่สุด การขาดแคลนทุนทรัพย์เป็นสาเหตุสำคัญที่ไม่ได้เรียนต่อ ดังนั้น การศึกษานอกระบบโรงเรียนจึงเป็นแหล่งรองรับเด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เหล่านี้ อย่างไรก็ตามการจัดสรรทรัพยากรจากภาครัฐยังคงมีความไม่เท่าเทียมอย่างชัดเจนระหว่างการศึกษาในระบบและนอกระบบโรงเรียน

© 2014 by Thai Health Report

รายงานสุขภาพคนไทย

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 

เลขที่ 999 ถนนพุทธมณฑล สาย 4 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170

โทรศัพท์ 02-441-0201-4  ต่อ 531, 532, 630 โทรสาร 02-441- 9333  

Facebook_Logo_(2019).png