ลูกจ้างรับใช้ในบ้านได้รับสิทธิคุ้มครองเพิ่ม 7 ข้อ

กระทรวงแรงงานได้ออกกฎกระทรวงแรงงาน ฉบับที่ 14  (2555) ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2555 เพื่อคุ้มครองผู้ใช้แรงงานรับใช้ในบ้าน ครอบคลุมทั้งแรงงานชาวไทยและแรงงานข้ามชาติ

 

แรงงานรับใช้ในบ้านจะได้รับสิทธิคุ้มครองเพิ่มเติม 7 ข้อด้วยกันคือ (1) มีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน (2) นายจ้างต้องกำหนดวันหยุดตามประเพณี ปีละไม่น้อยกว่า 13 วัน รวมวันแรงงานแห่งชาติด้วย และหากวันหยุดตามประเพณีตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ ให้ลูกจ้างหยุดเป็นวันหยุดชดเฃยเพิ่มอีก 1 วัน (3) ลูกจ้างที่ทำงานครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละไม่เกิน 6 วันทำงาน (4) ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยตามที่ป่วยจริงได้ และหากลา 3 วันขึ้นไป นายจ้างสามารถขอใบรับรองแพทย์ยืนยันจากลูกจ้างได้  (5) กรณีลูกจ้างเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้กับเด็กโดยตรง (6) ลูกจ้างที่ทำงานในวันหยุด ต้องได้รับค่าจ้างด้วย และ (7) ลูกจ้างต้องได้ค้าจ้างในวันที่ลาป่วย โดยไม่เกิน 30 วันทำงาน

 

หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงจะมีโทษตามกฎหมาย เช่น ไม่กำหนดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์ หรือไม่ให้ค่าจ้างคนรับใช้ในวันที่ลาป่วย มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท และหากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างให้คนรับใช้ที่ทำงานในวันหยุดมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

แต่ปัญหาก็คือ จะมีใครไปดูแลกวดขันให้มีการปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ประกาศออกมาอย่างค่อนข้างสวยหรูนี้

ภิกษุณีสงฆ์ในประเทศไทยเริ่มลงหลักปักฐาน

การบวชเป็นภิกษุณีเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ สำหรับผู้หญิงที่ต้องการเข้าถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณ และเนื่องจากการดำรงอยู่ในรูปของนักบวชเอื้อต่อการปฎิบัติธรรมอย่างเข้มข้น ในสังคมพุทธแบบไทย จึงมีผู้หญิงต้องการบวชเป็นภิกษุณีอยู่เสมอ สังคมไทยมีภิกษุณีมหายานรูปแรกคือ ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ ได้รับการอุปสมบทจากคณะสงฆ์มหายานที่ไต้หวัน เมื่อวันที่ พ.ศ.2514 สำหรับภิกษุณีเถรวาทรูปแรกคือ รองศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ บุตรของภิกษุณีวรมัย  ได้รับการบรรพชาเป็นสามเณรีในประเทศศรีลังกา เมื่อ พ.ศ. 2544 และอุปสมบทใน พ.ศ. 2546 ที่ศรีลังกา ได้รับนามฉายาว่า “ธัมมนันทา” 

 

ทั้งนี้ ภิกษุสงฆ์ศรีลังกาเริ่มทำพิธีอุปสมบทภิกษุณี ตามพระวินัยฝ่ายเถรวาทให้แก่ผู้หญิงชาวพุทธทั่วโลก ในประเทศสหรัฐอเมริกา อินเดีย และศรีลังกา โดยการร่วมมือของภิกษุและภิกษุณีมหายาน ส่งผลให้จำนวนภิกษุณีสามเณรีในระดับโลกนั้น เพิ่มขึ้นในทุกๆ ประเทศ ประเทศที่มีภิกษุณีมากที่สุด คือ เกาหลี มีประมาณ 8,000 รูป ไต้หวัน ประมาณ 6,000 รูป เวียดนาม ประมาณ 2,000 รูป ศรีลังกา ประมาณ 1,500 รูป 

 

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีภิกษุณีเถรวาท สายศรีลังกาไม่ต่ำกว่า 20 รูป ภิกษุณีมหายานสายไต้หวัน ประมาณ 10 รูป และสามเณีเถรวาทสายศรีลังกาไม่ต่ำกว่า 30 รูป ขณะที่สำนักภิกษุณีสงฆ์ซึ่งเป็นคณะสงฆ์ทางเลือกก็มีจำนวนมากขึ้นอย่างเห็นชัดเจนในที่ต่างๆ ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ยโสธร สมุทรสาคร อุทัยธานี และสงขลา ซึ่งล้วนทำหน้าที่สืบพระพุทธศาสนา มีองค์ความรู้เรื่องพระธรรมที่ชัดเจน ข้อสำคัญทำให้ “พุทธบริษัทสี่” ครบถ้วนในสังคมไทย คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ทุกสำนักสงฆ์ที่มีภิกษุณี และสามเณรี มีกระแสตอบรับทั้งจากชุมชนและสังคมวงกว้างในทางบวกเพิ่มมากขึ้น มีคนมาร่วมสนับสนุนเป็นจำนวนมากขึ้นทุกกิจกรรม และมีกำลังศรัทธาจากญาติโยมมาเป็นกองหนุนสม่ำเสมอ

“ครูสอนดี” : โครงการสังคมไทยร่วมกันคืนครูดี
ให้ศิษย์เชิดชู ยกย่อง ครูสอนดี

“ครูสอนดี” เป็นหนึ่งในแผนปฏิบัติการปฏิรูปประเทศไทย เพื่ออนาคตคนไทยที่เท่าเทียมและเป็นธรรม ดำเนินงานโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เพื่อให้คนในสังคมร่วมกันยกย่องให้กำลังใจครูสอนดี มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน และขยายจำนวน “ครูสอนดี” ที่อุทิศตนแก่เด็กและเยาวชนผู้ขาดโอกาส เป็นผู้ที่ “สอนเป็น-เห็นผล-คนยกย่อง” โดยสามารถจัดการเรียนการสอนได้ดี พัฒนาต่อเนื่อง มีผลการสอนทำให้ลูกศิษย์ก้าวหน้าในชีวิต และเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นที่ยกย่อง

 

โดยเริ่มต้นในปี 2554 มีการเฟ้นหาครูสอนดี จำนวน 20,000 คน จากจำนวนนี้ได้คัดเลือกครูสอนดีที่สอนเด็กด้อยโอกาส เพื่อรับทุนทำงานกับ สสค.จำนวน 600 ทุนต่อปี เป้าหมายสุดท้ายในปี 2556 สังคมไทยจะมีครูสอนทั้งสิ้น 60,000 กระจายอยู่ในทุกตำบลอย่างน้อย 2 – 3 คนต่อปี ทั้งนี้ในเดือนเมษายน 2555 สสค.  ได้ประกาศรับรองรายชื่อครูสอนดี 18,871 คน และทุนครูสอนดี 549 คนรวมถึงรับรองรายชื่อจังหวัดดีเด่น 10 จังหวัดด้วย รางวัลที่ “ครูสอนดี” จะได้รับคือเกียรติบัตรและเช็ครางวัลคนละ 10,000 บาท สำหรับ “ครูผู้ได้รับทุนครูสอนดี” จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณ คนละ 250,000 บาท เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชนยากลำบากโดยครูสอนดี เป็นระยะเวลา 18 เดือน

“3 ปี ชุมชนบ่อแก้ว”

จากผู้สูญเสียที่ดินทำกิน สู่เกษตรวิถีอินทรีย์

ลูกจ้างรับใช้ในบ้าน
ได้รับสิทธิคุ้มครองเพิ่ม 7 ข้อ

 

กระทรวงแรงงานได้ออกกฎกระทรวงแรงงาน ฉบับที่ 14 (2555) ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน  2555 เพื่อคุ้มครองผู้ใช้แรงงานรับใช้ในบ้าน ครอบคลุมทั้งแรงงานชาวไทยและแรงงานข้ามชาติแรงงาน

ภิกษุณีสงฆ์ในประเทศไทย
เริ่มลงหลักปักฐาน

การบวชเป็นภิกษุณีเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ สำหรับผู้หญิงที่ต้องการเข้าถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณ และเนื่องจากการดำรงอยู่ในรูปของนักบวชเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้น ในสังคมพุทธแบบไทย จึงมีผู้หญิงต้องการบวชเป็นภิกษุณีอยู่เสมอสังคมไทยมีภิกษุณีมหายานรูปแรกคือ ภิกษุณีวรมัยกบิลสิงห์ 

 

“ครูสอนดี” : โครงการสังคมไทย
ร่วมกันคืนครูดีให้ศิษย์ เชิดชูยกย่อง
ครูสอนดี

“ครูสอนดี” เป็นหนึ่งในแผนปฏิบัติการปฏิรูปประเทศไทย เพื่ออนาคตคนไทยที่เท่าเทียมและเป็นธรรมดำเนินงานโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เพื่อให้คนในสังคมร่วมกันยกย่องให้กำลังใจครูสอนดี

3 ปี ชุมชนบ่อแก้วจากผู้สูญเสีย
ที่ดินทำกินสู่เกษตรวิถีอินทรีย์

​ที่ชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิเกิดการรวมตัวของชาวบ้านที่ได้ผลกระทบจากการที่ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เข้ามายึดที่ดินทำกินของชาวบ้านแล้วปลูกสวนป่ายูคาลิปตัส เมื่อปี 2521 กระทั่งชาวบ้านได้รวมใจกันยึดผืนดินกลับคืนมาเมื่อ 17 กรกฎาคม 2552

ที่ชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.ดอนสาร จ.ชัยภูมิ เกิดการรวมตัวของชาวบ้านที่ได้ผลกระทบจากการที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.)  เข้ามายึดที่ดินทำกินของชาวบ้านแล้วปลูกสวนป่ายูคาลิปตัส เมื่อปี 2521 กระทั่งชาวบ้านได้รวมใจกันยึดผืนดินกลับมา เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมคฃ 2552 เพราะว่า 30 ปีที่ อ.อ.ป.เข้ามาปลูกป่ายูคาลิปตัสนั้น นอกจากจะขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่แล้ว ยังส่งผลให้ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์เสื่อมโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด

 

ภายหลังที่ยึดที่ดินทำกินแต่เดิมกลับมา ชาวบ้านใช้เวลา 3 ปี จึงพัฒนาที่ดินให้คืนสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ช่วยกันพลิกพื้นผืนดิน และคิดค้นแนวทางจัดการที่ดินไปสู่วิถีชีวิตเกษตกรรมอินทรีย์

 

ล่วงถึงปีที่ 3 เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสานร่วมกับองค์กรแนวร่วมต่างๆ และชุมชนบ่อแก้ว จึงตกลงร่วมกันที่จะเปิดหมู่บ้าน เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสังคมว่าเป็นการต่อสู้ด้วยวิธีการเข้ามาทำมาหากินในพื้นที่ ปลูกพืชผักในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และแสดงให้สังคมเข้าใจว่าพืชเศรษฐกิจ เช่น ไม้ยูคาฯ ที่รัฐส่งเสริมให้ปลูกก่อนหน้านี้ ไม่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของชาวบ้าน การจัดงานยังเน้นแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สรุปบทเรียนเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดิน และการพัฒนาระบบเกษตรกรรมอินทรีย์ ระหว่างชาวบ้าน นักวิชาการ และบุคคลทั่วไป เพื่อเป็นช่องทางในการนำเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินและทรัพยากรของเครือข่ายฯ ต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

© 2014 by Thai Health Report

รายงานสุขภาพคนไทย

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 

เลขที่ 999 ถนนพุทธมณฑล สาย 4 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170

โทรศัพท์ 02-441-0201-4  ต่อ 531, 532, 630 โทรสาร 02-441- 9333  

Facebook_Logo_(2019).png