แพทย์แผนไทยคว้ารางวัลเหรียญทองอาหารเสริม
สกัดจากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ

แพทย์แผนไทยสร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาโลก จากการคว้ารางวัลชนะเลิศสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในงาน International Exhibition Invention of GENEVA โดยได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทอาหารเสริมสกัด “เลซิติน” จากไข่แดงผสมสารสกัดจากผลมะตูม รางวัลนี้เป็นผลงานของสองแพทย์แผนไทย คือ แพทย์แผนไทยบุณยพร ยี่มี และแพทย์แผนไทยหญิงวรีวรรณ รัตรสาร เป็นการต่อยอดองค์ความรู้เดิม คือสกัดเอาเลซิติน โคลีน และโอเมก้า 3 จากไข่แดง ผ่านการตรวจสอบความเป็นพิษจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) แล้วนำไปผสมกับสารสกัดจามมะตูมที่มีฤทธิ์ทางเภสัชกรรม สกัดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ทั้งสองส่วนนี้เสริมฤทธิ์การทำงานซึ่งกันและกัน โดยกระบวนการสกัดทั้งหมดไม่ใช้สารเคมี แต่ใช้สมุนไพรไทยที่มีคุณประโยชน์ต่อการบำบัดและรักษาโรค กระบวนการดังกล่าวเป็นการนำเอานวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และแพทย์ตะวันตก มาประยุกต์เข้ากับภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ถือเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ให้ทัดเทียมต่างประเทศ นอกจากนี้ การสกัด “เลซิติน” จากไข่แดงครั้งนี้สามารถช่วยทดแทนการนำเข้าได้ปีละ 100 ล้านบาท

 

จุดเด่นของผลงานการนำสมุนไพรไทยมาใช้จนทำให้ได้รับรางวัลนี้ คือ สารสกัดจากผลมะตูมนั้นช่วยฟื้นฟูการสร้างอินซูลินในการต้านไวรัสและแบคทีเรีย ช่วยทำให้หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง ความดันโลหิตเป็นปกติ และทำงานเสริมกันกับสารอาหารจากไข่แดง ผลงานดังกล่าวทำให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองในระดับยีนหรือดีเอ็นเอ ซึ่งปัจจุบันได้ใช้กับผู้ป่วยกลุ่มโรคเรื้อรังต่างๆ ของคลินิกแพทย์แผนไทยจังหวัดระยอง ทั้งนี้แพทย์แผนไทยทั้งสองได้ร่วมกันพัฒนาอาหารเสริมดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปี ในการปรับปรุงสูตร แต่ไม่ได้ทดลองในสัตว์หรือคน

 

เลขาธิการ วช. ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ได้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมผลงานดังกล่าว โดยพร้อมที่จะช่วยผลักดันไปสู่เชิงพาณิชย์ และให้ความสำคัญในการปกป้องคุ้มครองสิทธิด้านทรัพย์สินทางปัญญา

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสนับสนุนงบประมาณกว่า 170 ล้านบาท เพื่อดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ

จากสถิติประชากรของไทยที่มีแนวโน้มอายุยืนยาว และมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น นำมาสู่ปัญหาด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ ยิ่งหากมีอาการป่วย ย่อมส่งผลต่อความรุนแรงจากโรคเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดี และการป้องกันก่อนเกิดโรค จึงเป็นวิธีการป้องกันและการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลทั่วประเทศ จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ เพื่อป้องกันโรคและฟื้นฟูสุขภาพในกลุ่มผู้สูงอายุ ผ่านกองทุนสุขภาพตำบล 7,300 แห่ง มีจำนวนโครงการกว่า 4,665 โครงการ งบประมาณสนับสนุนกว่า 170 ล้านบาท โดยใช้สิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าคุ้มครองผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งได้รับการตรวจสุขภาพ ตรวจร่ายกาย ซักประวัติ วัดความดันโลหิต ไขมัน และระดับน้ำตาลในเลือด ตลอดจนการรักษาโรคตาต้อกระจก การประเมินภาวะซึมเศร้าและสมองเสื่อม การตรวจระดับคอเลสเตอรอลในเลือด จัดกิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การออกกำลังกาย การบริหารความเครียด และการดูแลสุขภาพจิต รวมถึงการให้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปจะได้รับบริการผ่านศูนย์แพทย์ชุมชนใกล้บ้าน โรงพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนไว้ และพื้นที่ที่มีกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น หรือกองทุนสุขภาพชุมชน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง อบต./เทศบาล กับ สปสช. และหน่วยบริการสาธารณสุข

 

สปสช. และกระทรวงสาธารณสุขให้ความมั่นใจว่าได้จัดให้มีหลักประกันสุขภาพที่คุ้มครองสุขภาพร่างกาย ไม่ต้องกังวลใจเรื่องค่ารักษาพยาบาล อีกทั้งยังมีกิจกรรมเชิงรุกในการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค เพื่อให้ผู้สูงอายุไทยมีสุขภาพแข็งแรงต่อไปในอนาคต

หอการค้าตั้ง “ภาคีเครือข่ายภาคเอกชน
ต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชั่น”

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เผยผลสำรวจดัชนีภาพลักษณ์การทุจริตของรัฐบาล 183 ประเทศทั่วโลก พบว่าประเทศไทยมีอันดับความโปร่งใสลดลง จากอันดับ 78 เป็นอันดับที่ 80 ด้วยคะแนน 3.5 จากเต็ม 10 และอยู่อันดับ 10 ของ 26 ประเทศเอเชีย สอดคล้องกับผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นเดือน พ.ย. 2554 ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่าประชาชนร้อยละ 72.4 เห็นว่าคอร์รัปชั่นของไทยมีมาก และร้อยละ 63.1 คิดว่าแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปีหน้า ปัญหาดังกล่าวได้สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะภาคเอกชนมีการจ่ายเงินพิเศษให้กับผู้ที่มีอำนาจเพื่อให้ได้งานหรือสิทธิประโยชน์มากถึงร้อยละ 50 เพิ่มขึ้นจาก 20 – 30 ในปีที่ผ่านมา ในแต่ละปีมีการคอร์รัปชั่นประมาณ 300,000 ล้านบาท และคาดว่าอีก 5 ปีข้างหน้า อาจสูงกว่า 500,000

 

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มภาคีภาคเอกชนในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น 38 องค์กร นำโดยนายดุสิต นนทะนาคร ผู้ก่อตั้งภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นขององค์กรภาคเอกชน (ภตค.) และเครือข่ายหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ ประกาศหยุดจ่ายใต้โต๊ะให้นักการเมืองและข้าราชการ ในหลักการ “ไม่ให้ ไม่รับ ไม่ยอม” ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2554 ปัจจุบัน นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมการ บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ได้เข้ามาสานต่องานดังกล่าว

 

ภาคีฯ ได้เน้น 3 บทบาท ได้แก่ การเฝ้าระวัง ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และการประสานร่วมมือกับภาครัฐ เริ่มจากการเฝ้าระวังโครงการฟื้นฟูหลังมหาอุทกภัยที่มีงบสูงถึง 8 แสนล้านบาท และกรณีการปล้นบ้านอดีตปลัดกระทรวงคมนาคม โดยมีอาสาสมัครเผ้าติดตามและแจ้งเตือนการทุจริตในโครงการต่างๆ ของรัฐ ภาคีฯ เชื่อว่าในอนาคตภาพรวมจะดีขึ้น เพราะหลายหน่วยงานต่างให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง เพื่อขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นออกจากสังคมไทย

แพทย์แผนไทยคว้ารางวัลเหรียญทอง
อาหารเสริมสกัดจากเวทีประกวด
สิ่งประดิษฐ์นานาชาติ

แพทย์แผนไทยสร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาโลก จากการคว้ารางวัลชนะเลิศสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในงาน International Exhibition Invention of GENEVA โดยได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทอาหารเสริมสกัด “เลซิติน” จากไข่แดงผสมสารสกัดจากผลมะตูม

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สนับสนุนงบประมาณกว่า 170 ล้านบาทเพื่อดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ

จากสถิติประชากรของไทยที่มีแนวโน้มอายุยืนยาวและมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่ม มากขึ้นนำมาสู่ปัญหาด้านสุขภาพของผู้สูงอายุยิ่งหากมีอาการป่วย ย่อมส่งผลต่อความรุนแรงจากโรคเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดี และการป้องกันก่อนเกิดโรค จึงเป็นวิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

หอการค้าตั้ง “ภาคีเครือข่ายภาคเอกชนต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น”

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เผยผลสำรวจดัชนีภาพลักษณ์การทุจริตของรัฐบาล 183 ประเทศทั่วโลก พบว่าประเทศไทยมีอันดับความโปร่งใสลดลง จากอันดับที่ 78 เป็นอันดับที่ 80 ด้วยคะแนน 3.5 จากเต็ม 10 และอย่อันดับ ที่ 10 ของ 26 ประเทศเอเชีย

โครงการส่งเสริมคนดีมีคุณธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอบต.) สนับสนุนโครงการส่งเสริมคนดีมีคุณธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ประจำปี 2554 เป็นปีที่ 3

กลุ่ม เป้าหมายคอื ประชาชนชาวไทยมุสลิมโดยโครงการฯ จะคัดเลือกชาวไทยมุสลิมที่ด้อยโอกาส มีฐานะยากจน ผู้นำศาสนา องค์กรเอกชน โรงเรียนตาดีกา และ อสม. ที่ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

โครงการส่งเสริมคนดีมีคุณธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอบต.) สนับสนุนโครงการส่งเสริมคนดีมีคุณธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ประจำปี 2554 เป็นปีที่ 3 กลุ่มเป้าหมายคือประชาชนชาวไทยมุสลิมโดยโครงการฯ จะคัดเลือกชาวไทยมุสลิมที่ด้อยโอกาส มีฐานะยากจน ผู้นำศาสนา องค์กรเอกชน โรงเรียนตาดีกาและ อสม. ที่ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จากยะลา 40 คน ปัตตานี 56 คน นราธิวาส 54 คน สงขลา 30 คน และสตูล 20 คน ทั้งสิ้นจำนวน 200 คน ไปประกอบพิธีฮัจย์ โดยมอบหมายให้อำเภอและจังหวัด คัดสรรผู้เข้าร่วมโครงการตามหลักเกณฑ์เฉลี่ย 12 มัสยิดต่อ 1 คน ก่อนเดินทาง ศอบต. ได้มีการซักซ้อมทำความเข้าใจ ทำหนังสือเดินทาง และตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีน ป้องกันโรคร้ายต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทาง

 

การไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ นครเมกกะห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย เป็นหนึ่งในห้าข้อบัญญัติทางศาสนาอิสลาม ที่กำหนดให้ชาวมุสลิมที่มีความสามารถถือปฏิบัติ ชาวมุสลิมจึงมีความปรารถนาสูงสุดที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต เฉลี่ยกว่า 9,000 คนต่อปี ครอบครัวที่ได้ไปประกอบพิธีฮัจย์นั้นถือเป็นชาวสวรรค์ เป็น “ครอบครัวคุณธรรม” ที่สมาชิกทุกคนเป็นผู้ประพฤติตนดี เป็นคนดี ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เป็นแบบอย่างแก่ครอบครัวอื่นในชุมชนต่อไป ทาง ศอ.บต. พร้อมที่จะสนับสนุนภารกิจการไปประกอบพิธีฮัจย์ของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ และหวังว่าผู้ที่ผ่านโครงการไปประกอบพิธีฮัจย์ของ ศอ.บต. จะเป็นแบบอย่างของผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม พร้อมจะเป็นผู้นำตามบทบาทหน้าที่ในชุมชนของตัวเองในอนาคต

© 2014 by Thai Health Report

รายงานสุขภาพคนไทย

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 

เลขที่ 999 ถนนพุทธมณฑล สาย 4 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170

โทรศัพท์ 02-441-0201-4  ต่อ 531, 532, 630 โทรสาร 02-441- 9333  

Facebook_Logo_(2019).png