FAO ยกย่องสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี

ในการประชุมสมัชชาองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกสมัยที่ 34 ณ เมืองนาดี สาธารณรัฐฟิจิ เมื่อวันที่ 11-13 เมษายน 2561 ภายใต้หัวข้อ “การขจัดความอดอยากหิวโหย” นายโฮเซ กราเชียโน ดา ซิลวา ผู้อำนวยการใหญ่ของ FAO ได้กล่าวยกย่องสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะทูตพิเศษ (Special Ambassador) ของสหประชาชาติด้านการขจัดความหิวโหย (Zero Hunger) เนื่องจากพระองค์ทรงงานด้านการพัฒนาโภชนาการ และความมั่นคงอาหารมาอย่างต่อเนื่อง ทรงเป็นผู้นำและต้นแบบในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารและปรับปรุงโภชนาการของเด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดารมานานกว่า 30 ปี เช่น โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เป็นต้น ทั้งยังมีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เช่น ลาว เมียนมา กัมพูชา ภูฏาน และบังคลาเทศ เป็นต้น ต่อมาในปี 2559 ได้ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการจัดตั้งภาคีพัฒนาโคนมแห่งเอเชีย เพื่อส่งเสริมและพัฒนางานด้านโคนม เพื่อให้น้ำนมมีคุณภาพ และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรโคนมในระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นการส่งเสริมโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนของรัฐบาลไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดสารอาหารในเด็กวัยเรียน และสนับสนุนอุตสาหกรรมโคนมด้วย ทั้งนี้ FAO ได้แจกจ่ายเอกสารเผยแพร่พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯในที่ประชุมด้วย

WHO ชื่นชมความสำเร็จไทยในการขจัดโรคเท้าช้าง

ในโอกาสการเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าร่วมการประชุมนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล (PMAC) ประจำปี 2561 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 นายทีโดรสอัดฮานอม กีบรีเยซุส (Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กล่าวแสดงความชื่นชมประเทศไทยที่แสดงบทบาทสำคัญในประเด็นสุขภาพโลกจนประสบความสำเร็จในหลายด้าน โดยเฉพาะความสำเร็จในการขจัดโรคเท้าช้างให้หมดไปจากประเทศอีกทั้งสามารถยุติปัญหาการถ่ายทอดเชื้อ HIV จากแม่สู่ลูกพัฒนาประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหากามโรค และดำเนินนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ได้ “มอบโล่เกียรติยศ” ยกย่องผลสำเร็จที่ประเทศไทยสามารถขจัดโรคเท้าช้างให้หมดไปจากประเทศ โรคเท้าช้างเคยเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทยในอดีต โรคเท้าช้างเกิดจากหนอนพยาธิซึ่งมียุงเป็นพาหะส่วนใหญ่ผู้ที่ได้รับเชื้อจะไม่แสดงอาการ แต่หากไม่ได้รับการรักษา จะมีการอักเสบเฉียบพลัน เป็นๆ หายๆ ของต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ขาหนีบ จนกระทั่งมีความพิการแขน ขา หลังจากที่ได้รับเชื้อไปประมาณ 3-5 ปี โดยที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินมาตรการที่เข้มงวดในการป้องกันควบคุมโรคเท้าช้าง ทั้งการตรวจโรคในแรงงานข้ามชาติการจ่ายยาดีอีซี (DEC-Diethycarbamazine citrate) และการเฝ้าระวังด้วยการเจาะเลือด เพื่อไม่ให้คนไทยป่วยด้วยโรคนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคเท้าช้างกลับมาแพร่ระบาดในประเทศไทยอีก โดยหากมีการตรวจพบแรงงานข้ามชาติที่มีเชื้อโรคเท้าช้างก็จะเข้าสู่กระบวนการรักษาทันที

FAO ยกย่องสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ในการประชุมสมัชชาองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกสมัยที่ 34 ณ เมืองนาดี สาธารณรัฐฟิจิ เมื่อวันที่ 11-13 เมษายน 2561 ภายใต้หัวข้อ “การขจัดความอดอยากหิวโหย” นายโฮเซ กราเชียโน ดา ซิลวา ผู้อำนวยการใหญ่ของ FAO ได้กล่าวยกย่องสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะทูตพิเศษ (Special Ambassador) ของสหประชาชาติด้านการขจัดความหิวโหย (Zero Hunger) 

WHO ชื่นชมความสำเร็จไทยในการขจัดโรคเท้าช้าง

ในโอกาสการเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าร่วมการประชุมนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล (PMAC) ประจำปี 2561 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 นายทีโดรสอัดฮานอม กีบรีเยซุส (Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กล่าวแสดงความชื่นชมประเทศไทยที่แสดงบทบาทสำคัญในประเด็นสุขภาพโลกจนประสบความสำเร็จในหลายด้าน

สั่งห้ามไขมันทรานส์ ลดความเสี่ยงโรค NCD

กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศห้ามการผลิตนำเข้า และจำหน่ายไขมันทรานส์ (Trans fatty acids) เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยประกาศ สธ. เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 “เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ซึ่งกำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบเป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย” ได้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2562 โดยผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 20,000 บาท การออกประกาศฉบับดังกล่าวทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่สั่งห้ามไขมันทรานส์งานวิจัยบ่งชี้ว่า “ไขมันทรานส์” จะเพิ่ม “ความเสี่ยง” ของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งยังส่งผลต่อน้ำหนักและไขมันส่วนเกิน เพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดอีกด้วย อาหารที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์ ได้แก่ เนยเทียมหรือมาการีน เนยขาว ครีมเทียมหรือ คอฟฟีเมต นมข้นหวาน นมข้นจืด วิปปิ้งครีม ขนมที่ผลิตปริมาณมากๆ จากโรงงาน ของทอดต่างๆ รวมถึงเบเกอรี ที่ใช้เนยเทียมในการอบ รวมถึงอาหารสำเร็จรูป เช่น ขนมปังกรอบ แครกเกอร์ อาหารจากโรงงาน ขนมถุง และฟาสต์ฟู้ด ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ทั้งสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมอาหารเพื่อเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่าย เพื่อสร้างความเข้าใจและสามารถปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายพร้อมจัดทำคู่มือเพื่อให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจเกี่ยวกับไขมันทรานส์อย่างถูกต้อง

WHO รับรองยาต้านไวรัสเอดส์ของไทยคุณภาพเทียบเท่ายาต้นแบบ

WHO รับรองยาต้านไวรัสเอดส์ของไทยคุณภาพเทียบเท่ายาต้นแบบ

ผลิตภัณฑ์ยาต้านไวรัสเอดส์ของไทยได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ตามมาตรฐาน WHO Prequalification Program (WHO PQ) ทำให้ไทยเป็นประเทศเดียวในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ได้รับรองมาตรฐานดังกล่าว โดยผลิตภัณฑ์ยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz Tablets 600 mg ขององค์การเภสัชกรรม

สั่งห้ามไขมันทรานส์ ลดความเสี่ยงโรค NCD

กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศห้ามการผลิตนำเข้า และจำหน่ายไขมันทรานส์ (Trans fatty acids) เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยประกาศ สธ. เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 “เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ซึ่งกำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบเป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย”

ผลิตภัณฑ์ยาต้านไวรัสเอดส์ของไทยได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ตามมาตรฐาน WHO Prequalification Program (WHO PQ) ทำให้ไทยเป็นประเทศเดียวในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ได้รับรองมาตรฐานดังกล่าว โดยผลิตภัณฑ์ยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz Tablets 600 mg ขององค์การเภสัชกรรม ซึ่งผลิตที่โรงงานผลิตยารังสิต 1 คลอง 10 อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เป็นยารายการแรกของประเทศไทยที่ได้รับรองมาตรฐาน WHO PQ ซึ่ง WHO ได้ขึ้นบัญชีรายการยา Efavirenz Tablets 600 mg ขององค์การเภสัชกรรม ไว้ใน WHO Prequalified List ยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz Tablets 600 mg เป็นยาที่ผู้ป่วยเอดส์มีความจำเป็นต้องใช้ เนื่องจากเป็นยาต้านไวรัสสูตรแรก ตามแนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีของประเทศไทย ปจั จบุ ันมีผ้ตู ิดเชื้อที่ใช้ยานี้ประมาณ 80,000 ราย ซึ่งช่วยลดปริมาณเชื้อเอชไอวีในร่างกายและทำให้ระบบภูมิค้มุ กันทำงานได้ดีขึ้น รวมทั้งลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อเอชไอวีเช่น การติดเชื้อของโรคฉวยโอกาส ซึ่งเสี่ยงต่อการป่วยเป็นวัณโรค การติดเชื้อที่นำไปสู่การเป็นมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก และช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีให้ดีขึ้น ขณะที่ยาต้นแบบมีราคาสูงถึงกระปุกละกว่า 1,000 บาท แต่ยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz ขององค์การเภสัชกรรมที่มีคุณภาพเทียบเท่ายาต้นแบบ มีราคาเพียงกระปุกละ180 บาท จึงทำให้ผู้ป่วยในประเทศต่างๆ มีโอกาสเข้าถึงการรักษาได้มากยิ่งขึ้น ผ่านการจัดซื้อยาของกองทุนโลก (Global Fund) และกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) การได้รับการรับรองมาตรฐานครั้งนี้ เป็นการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยาและมาตรฐานการผลิตยาในระดับสากลของไทยที่ทั่วโลกยอมรับ

© 2014 by Thai Health Report

รายงานสุขภาพคนไทย

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 

เลขที่ 999 ถนนพุทธมณฑล สาย 4 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170

โทรศัพท์ 02-441-0201-4  ต่อ 531, 532, 630 โทรสาร 02-441- 9333  

Facebook_Logo_(2019).png