หมอวิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร กับรางวัลอันทรงเกียรติจาก WHO 

1

นพ. วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ สาธารณสุข ผู้มีผลงานวิจัยด้านนโยบายสาธารณสุขที่โดดเด่น และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายสาธารณสุข ของไทยและในต่างประเทศ ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ ระดับโลก คือรางวัล “Director’s Generals Health Leaders” ของ ดร. เท็ดรอส อัดฮานอม กีบรีเยซุส (Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัย โลก ในการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 72 ในเดือน พฤษภาคม 2562 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ในฐานะ ที่มีผลงานโดดเด่นทางด้านวิชาการและการพัฒนานโยบาย สาธารณสุขทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และระดับโลก โดยเฉพาะนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่มีบทบาท สำคัญต่อการเพิ่มสิทธิและการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ ที่จำเป็นของประชาชน และเป็นตัวอย่างนโยบายที่ดีแก่นานา ประเทศทั่วโลก 

 

นพ. วิโรจน์ฯ เป็นผู้ที่สร้างเครือข่ายเชื่อมโยง ระหว่าง การพัฒนาระบบสุขภาพ และงานวิจัยด้านสุขภาพเข้าด้วยกัน รวมถึงเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงแก่ระบบสุขภาพไทย ท่านเป็นกลุ่มคนที่วางรากฐานให้กับระบบประกันสังคมใน ปี 2533 และระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เมื่อปี 2544 ร่วมกับ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เลขาธิการคนแรกของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) น.พ. วิโรจน์ฯ มีผลงานวิจัยที่โดดเด่นซึ่งสนับสนุนโครงการหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้า โดยชี้ให้เห็นว่า ระบบ “บัตรทอง” สามารถลดหนี้ ครัวเรือน ลดการเสียชีวิตในทารกแรกเกิด รวมถึงสร้างความ เท่าเทียมในระบบสุขภาพได้จริง ทำให้ประเทศไทยมีระบบ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่า “ดีที่สุด” แห่งหนึ่ง และเป็นตัวอย่างว่า ประเทศที่มีรายได้ ปานกลาง-ต่ำก็สามารถสร้างระบบ “รัฐสวัสดิการ” ได้อย่างยั่งยืน 

นพ. วิโรจน์ฯ ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาสำนักงานปลัด กระทรวงสาธารณสุขด้านต่างประเทศ และสำนักงาน พัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) จบการศึกษา แพทยศาสตร์บัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และจบปริญญาเอกด้าน Health Planning and Financing จาก London School of Hygiene and Tropical Medicine มหาวิทยาลัยลอนดอน 

ก่อนหน้านี้ นพ. วิโรจน์ฯ ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ มากมาย อาทิ รางวัลเกียรติยศ “แซม อัดเจจ” แก่ผู้ที่อุทิศ ตนเพื่อประโยชน์สถานะ (The Sam Adjei Distinguished Public Service Award) เมื่อเดือนตุลาคม 2561 ที่เมือง ลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ จากพันธมิตรเพื่อนโยบายและการ วิจัยเชิงระบบด้านสุขภาพ (Alliance for Health Policy and Systems Research) และเครือข่าย Health Systems Global นอกจากนี้ ท่านยังเคยได้รับรางวัลเกียรติยศ เอดวิน แชตวิค ที่ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2554 ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ ให้แก่ระบบสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง 

ระบบสุขภาพไทยติดอันดับนำของเอเชียและของโลก 

2

ระบบสุขภาพของไทยได้รับการยกย่องจากหลายสถาบัน ของโลกว่าเป็นระบบสุขภาพที่ติดอันดับนำในเอเชียและ ดีเยี่ยมในระดับสากล โดยมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ (John Hopkins University) สหรัฐอเมริกา และองค์กร Nuclear Threat Initiative ได้รายงานดัชนีความมั่นคงทางด้านสุขภาพ (2019 Global Health Security Index) พร้อมจัดอันดับ ประเทศต่าง ๆ ทั้งหมด 195 ประเทศทั่วโลก พบว่า ประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 6 ของโลก และเป็นอันดับที่ 1 ของเอเชีย โดยมี คะแนนรวม 73.2 คะแนน (คะแนนเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ระดับ 40.2 คะแนน) ทั้งยังได้รับยกย่องว่าเป็น 1 ใน 13 ประเทศที่มีความ พร้อมในการรับมือกับโรคระบาดมากที่สุด ซึ่งการจัดอันดับดัง กล่าว ได้พิจารณาจากตัวชี้วัด 6 ด้าน โดยประเทศไทยได้รับ คะแนนต่าง ๆ ดังนี้ 

  1. การป้องกันโรค ได้ 75.7 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 3 ของโลก 

  2. ความสามารถในการตรวจจับโรค และรายงานที่รวดเร็ว ได้ 81.0 คะแนน อันดับที่ 15 ของโลก 

  3. การตอบโต้ และบรรเทาผลกระทบของโรคระบาดอย่างรวดเร็ว ได้ 78.6 คะแนน อันดับที่ 5 ของโลก 

  4. มีระบบสุขภาพที่เข้มแข็ง และมั่นคง ได้ 70.5 คะแนน อันดับ 2 ของโลก 

  5. มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพของประเทศ มีแผน งบประมาณด้านป้องกันควบคุมโรค และดำเนินงานตาม แนวปฏิบัติสากล ได้ 70.9 คะแนน อันดับ 12 ของโลก 

  6. ความเสี่ยงต่อภัยคุกคามด้านชีวภาพ ได้ 56.4 คะแนน อันดับ 93 ของโลก 

 

นอกจากนี้ ไทยยังได้รับการยกย่องว่า มีระบบสุขภาพดี ที่สุดในอาเซียนจากนิตยสาร CEOWORLD นิตยสารด้านธุรกิจ ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจัดอันดับประเทศที่มีระบบสุขภาพดีที่สุด ในโลกประจำปี 2562 โดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ 1. โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข 2. ประสิทธิภาพของบุคลากร ด้านสาธารณสุข ตั้งแต่แพทย์ พยาบาล และบุคลากรอื่น ๆ 3. ค่าใช้จ่ายในระบบ 4. การเข้าถึงยาคุณภาพ และ 5. ความพร้อม ของรัฐบาลในการจัดการระบบ นอกจากนี้ CEOWORLD ยังพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ เช่น สิ่งแวดล้อม การเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด ระบบสุขอนามัย และการควบคุมปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น การจัดการกับบุหรี่-ยาสูบ และการจัดการโรคอ้วน จากการสำรวจ ทั้งหมด 89 ประเทศทั่วโลก พบว่าประเทศไทยมีระบบสุขภาพที่ ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอยู่ในอันดับที่ 6 ของโลก โดยได้คะแนนทั้งหมด 67.99 เต็ม 100 แบ่งออกเป็น ด้านโครงสร้างพื้นฐาน 92.58 คะแนน ด้านบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ 17.37 คะแนน ด้านค่าใช้จ่าย 96.22 คะแนน ด้านการเข้าถึงยา 67.51 คะแนน และ ความพร้อมของรัฐบาล 89.91 คะแนน 

 

ทั้งนี้ ระบบสุขภาพที่เข้มแข็งของไทยมีพื้นฐานสำคัญ มาจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการดำเนิน โครงการปฏิรูประบบบริการสุขภาพในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่น การจัดตั้งสถาบันวิชาการและสถาบันทางสังคมด้านสาธารณสุข การพัฒนาระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิที่มีคุณภาพดี และต้นทุนไม่สูง และการก่อตั้งองค์กรสาธารณประโยชน์ขึ้น จำนวนมาก เป็นต้น 

 
 

หมอวิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร กับรางวัลอันทรงเกียรติจาก WHO 

นพ. วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ สาธารณสุข ผู้มีผลงานวิจัยด้านนโยบายสาธารณสุขที่โดดเด่น และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายสาธารณสุข ของไทยและในต่างประเทศ 

ระบบสุขภาพไทยติดอันดับนำของเอเชียและของโลก 

ระบบสุขภาพของไทยได้รับการยกย่องจากหลายสถาบัน ของโลกว่าเป็นระบบสุขภาพที่ติดอันดับนำในเอเชียและ ดีเยี่ยมในระดับสากล 

UNESCO ยกย่องหลวงปู่มั่นและสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นบุคคลสำคัญของโลกสาขาสันติภาพ

ที่ประชุมใหญ่สมัชสามัญขององค์การยูเนสโก ครั้งที่ 40 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ได้มีมติรับรองการร่วมเฉลิมฉลอง ในวาระครบรอบบุคคลสำคัญและเหตุการณ์สำคัญทาง ประวัติศาสตร์ โดยยกย่องพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ครบรอบ 150 ปีชาตกาล (20 มกราคม 2563) และสมเด็จพระมหา สมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครบ 100 ปี 

“1 วัด 1 โรงพยาบาล” ขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพ พระสงฆ์แห่งชาติ

ในปี 2562 ภาคีทุกภาคส่วนทั้งฝ่ายบรรพชิตและฆราวาส ได้เร่งรัดการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 ผ่านมาตรการต่าง ๆ ได้แก่ การส่งเสริมให้พระสงฆ์ มีเลข 13 หลักเพื่อเข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพ โครงการ จับคู่ 1 วัด 1 รพ./รพ.สต.

UNESCO ยกย่องหลวงปู่มั่นและสมเด็จ
พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นบุคคลสำคัญของโลกสาขาสันติภาพ 

3

ที่ประชุมใหญ่สมัชสามัญขององค์การยูเนสโก ครั้งที่ 40 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ได้มีมติรับรองการร่วมเฉลิมฉลอง ในวาระครบรอบบุคคลสำคัญและเหตุการณ์สำคัญทาง ประวัติศาสตร์ โดยยกย่องพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ครบรอบ 150 ปีชาตกาล (20 มกราคม 2563) และสมเด็จพระมหา สมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครบ 100 ปี แห่งการ สิ้นพระชนม์ (2 สิงหาคม 2464) ว่าเป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพในวาระปี 2563-2564 โดยพระอาจารย์มั่นฯ และ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ เป็นพระสงฆ์รูปที่ 3 และ 4 ของไทย นับตั้งแต่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส และท่านพุทธทาสภิกขุที่ได้รับการยกย่องดังกล่าว 

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นพระอาจารย์สายวิปัสสนา กรรมฐาน ที่คนไทยทั่วประเทศเคารพนับถือ ท่านได้ปฏิบัติตน ตามแนวทางคำสอนพระศาสดาอย่างเคร่งครัดและยึดถือ ธุดงควัตร ท่านได้วางแนวทางในการปฏิบัติตามหลักธรรม คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้าให้แก่สมณะ และประชาชนอย่างกว้างขวาง หลังจากท่านมรณภาพลง ในปี 2492 ยังคงมีพระสงฆ์ที่เป็นลูกศิษย์ของท่านสืบต่อแนว ปฏิปทาธรรมปฏิบัติของท่านสืบมา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่าน ได้รับยกย่องจากผู้ศรัทธาให้เป็นพระอาจารย์ใหญ่สายวัดป่า จนปัจจุบัน พระอาจารย์มั่นฯ ท่านเป็นผู้มีปฏิปทาสันโดษ มักน้อย แสวงหาความวิเวก และปรารภความเพียรตั้งแต่ วันแรกบรรพชา-อุปสมบทจวบจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต หลักคำสอนของท่านได้ชี้แนะวิธีบำบัดทุกข์ ด้วยการลดละ ความโลภ ความโกรธ และความหลงออกจากใจตน แนะนำเข้าถึงความสงบด้วยการเจริญสมาธิ ส่งผลให้ผู้คนหันมาสนใจ ศึกษาแนวทางที่ท่านได้วางหลักไว้ และแผ่ขยายในวงกว้าง จากระดับประเทศสู่สังคมโลก 

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงดำรงตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ในลำดับองค์ที่ 10 แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ทรงจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ในภาษาไทย เป็นนักธรรมชั้นตรี นักธรรมชั้นโท นักธรรมชั้นเอก ซึ่งมีหนังสือนวโกวาทเป็นหลักสูตรเบื้องต้นสำหรับภิกษุ สามเณร ผู้บวชใหม่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาจนตราบถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ พระองค์ทรงจัดตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัยเพื่อจัดการ ศึกษาของภิกษุสามเณรแบบใหม่ ทรงเป็นผู้วางรากฐานการ ศึกษาระดับประถมศึกษาในประเทศไทยโดยมีวัดเป็นโรงเรียน มีพระเป็นครูสอน มีมหามกุฏราชวิทยาลัยเป็นต้นแบบในด้าน หลักสูตรและการฝึกหัดครู อีกทั้งทรงปรับปรุงการปกครอง คณะสงฆ์ จนนำมาซึ่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครอง คณะสงฆ์ ร.ศ.121 (พ.ศ. 2445) ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติ คณะสงฆ์ฉบับแรกของไทย สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงรอบรู้ ภาษาต่าง ๆ หลายภาษา คือ ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษา อังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส ทรงพระนิพนธ์หนังสือหลักสูตร นักธรรมชั้นตรี โท เอก หลักสูตรบาลีไวยากรณ์ทั้งชุด รวมพระนิพนธ์ที่เป็นภาษาไทยและภาษาบาลี กว่า 200 เรื่อง 

 
“1 วัด 1 โรงพยาบาล” ขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพ พระสงฆ์แห่งชาติ

4

ในปี 2562 ภาคีทุกภาคส่วนทั้งฝ่ายบรรพชิตและฆราวาส ได้เร่งรัดการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 ผ่านมาตรการต่าง ๆ ได้แก่ การส่งเสริมให้พระสงฆ์ มีเลข 13 หลักเพื่อเข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพ โครงการ จับคู่ 1 วัด 1 รพ./รพ.สต. การอบรมพระคิลานุปัฏฐาก การตรวจคัดกรองสุขภาพพระสงฆ์และชุมชน และการ ร่วมพัฒนาให้วัดดำเนินโครงการส่งเสริมสุขภาพ เป็นต้น 

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้มอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และหน่วยงาน อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง สานพลังทำงานร่วมกันเพื่อเดินหน้า ขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติด้วยกระบวนการ มีส่วนร่วมจากคณะสงฆ์และภาคีทุกภาคส่วนทั่วประเทศ เพื่อให้ธรรมนูญสุขภาพเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างสุข ภาวะและเข้าถึงบริการสาธารณสุขให้กับพระภิกษุสงฆ์กว่า สองแสนห้าหมื่นรูปทั่วประเทศ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ จัดทำโครงการ “1 วัด 1 รพ.” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 โดยเน้น 5 กิจกรรมหลัก คือ การจัดทำฐานข้อมูลพระสงฆ์ การขับเคลื่อนตามธรรมนูญ สุขภาพพระสงฆ์ วัดส่งเสริมสุขภาพ ตรวจคัดกรองสุขภาพ พระสงฆ์ และวัดร่วมพัฒนาชุมชนด้วยพลังบวร 

 

ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ มีที่มาจากการ ขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2555 เรื่อง พระสงฆ์ กับการพัฒนาสุขภาวะ เพื่อดำเนินการภายใต้วิสัยทัศน์ “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข” ภายในระยะเวลา 10 ปี โดยยึดหลักการ “ทางธรรมนำทางโลก” กล่าวคือ พระสงฆ์ เป็นผู้กำหนดแนวทาง โดยฆราวาสเป็นฝ่ายสนับสนุน ต่อมา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2560 ได้มีการตั้ง “คณะกรรมการ ขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พุทธศักราช 2560” มี สช. และองค์กรภาคีภาคีเครือข่ายร่วมกันเป็นเลขานุการ เพื่อสนองงานของมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกัน ระหว่างคณะสงฆ์และฆราวาสและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อ การดูแลสุขภาพพระสงฆ์ทั้งระบบ โดยบูรณาการการทำงานให้ สอดคล้องกับงานยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา 

จากฐานทะเบียนข้อมูลพระสงฆ์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2562 มีพระสงฆ์ที่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชน 152,283 รูป/คน ตรวจสอบสิทธิแล้วเป็นผู้ถือสิทธิหลักประกันสุขภาพ (บัตรทอง) 126,461 รูป โดย สปสช. ได้สนับสนุน อปท. อบต. และท้องถิ่น ดูแลสุขภาพพระสงฆ์ในทุกมิติ ตั้งแต่ยังไม่ป่วย กลุ่มเสี่ยงและ กลุ่มที่ป่วยแล้ว โดยใช้งบประมาณจากกองทุนสุขภาพท้องถิ่น โดยก่อนหน้านี้ การตรวจคัดกรองสุขภาพของพระสงฆ์และ สามเณรทั่วประเทศ เมื่อปี 2559 รวม 122,680 รูป พบพระ สงฆ์เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังคือ โรคความดันโลหิตสูง และโรค เบาหวาน โดยมีพฤติกรรมเสี่ยงคือ สูบบุหรี่ มีกิจกรรมทางกาย ไม่เพียงพอ และบริโภคอาหารไม่เหมาะสม 

 

© 2014 by Thai Health Report

รายงานสุขภาพคนไทย

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 

เลขที่ 999 ถนนพุทธมณฑล สาย 4 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170

โทรศัพท์ 02-441-0201-4  ต่อ 531, 532, 630 โทรสาร 02-441- 9333  

Facebook_Logo_(2019).png