เกริ่นนำ

ถ้าเปรียบสังคมว่าเป็นเหมือนครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีสมาชิกคือคนทั้งประเทศ สังคมที่เข้มแข็งก็อาจจะ

เปรียบได้กับครอบครัวที่อบอุ่นในครอบครัวที่อบอุ่น สมาชิกทุกคนเติบโตไปด้วยกันไม่มีใครถูกทอดทิ้ง ทุกคนร่วมสุขร่วมทุกข์ไปด้วยกัน ทั้งคนที่แข็งแรงกว่าและคนที่อ่อนแอกว่า ในสังคมที่เข้มแข็งก็เช่น

เดียวกัน นั่นคือไม่มีคนกลุ่มใดถูกทอดทิ้ง แม้ว่าจะแตกต่างกันด้วยสภาพร่างกาย ความสามารถทางสติปัญญา ฐานะ สีผิว หรือชาติพันธุ์ แต่ทุกคนทุกกลุ่มมีที่ยืน ซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ทว่ามีความเท่าเทียมและเป็นธรรม คนทุกกลุ่มในสังคมมีสิทธิและโอกาสในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

สังคมที่ข้มแข็งคือสังคมที่ทุกกลุ่มลุ่มก้าวเดินไปด้วยกัน ไม่มีคนกลุ่มใดถูกทิ้งอยู่เบื้องหลัง ข้อความข้างต้นอาจฟังดูเป็นอุดมคติ แต่ในโลกของความจริง ครอบครัวทสี่ มาชิกทกุ คนไม่ทอดท้งิ กันไม่ใช่

สิ่งเพ้อฝันที่เป็นไปได้เฉพาะในจินตนาการเท่านั้น หากแต่เป็นไปได้ในโลกแห่งความเป็นจริง และมีอยู่จริง แม้อาจจะไม่ใช่ทุกครอบครัวที่เป็นเช่นนั้นก็ตาม สังคมที่ไม่ทอดทิ้งกันก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และเป็นจริงแล้วในหลายประเทศ เช่น สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ นอรเวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ ความแตกต่างหลากหลายเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเป็นสงั คม แม้ภายในครอบครัวซึ่งประกอบด้วยคนกลุ่มเล็กๆ สมาชิกก็ยังมีความแตกต่างกันแต่ไม่ว่าจะแตกต่างและหลากหลายเพียงใด ทุกคนในทุกกลุ่ม ก็ควรจะมีโอกาส และสามารถเข้าถึงสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการ ดำรงชีวิต อย่างน้อยก็ในเรื่องอาหาร ที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ถูกสุขลักษณะ การรักษาพยาบาลในยามเจ็บป่วย ได้เรียนรู้ เพื่อการมีชีวิตที่มีคุณภาพ มีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมในกิจการ ของส่วนรวม และไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบ พื้นฐานของสิทธิมนุษยชน ที่สังคมในโลกปัจจุบันถือว่าเป็น เป้าหมายของการพัฒนา แต่ที่แล้วมาจนถึงวันนี้ การพัฒนาภายใต้ระบบ ทุนนิยมที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด บนฐานของการแข่งขัน เสรีซึง่ เอื้อต่อกลุ่มที่แข็งแรงมากกว่า ทำให้คนหลายกลุ่ม ในสังคมไม่สามารถก้าวตามกลุ่มอื่นๆ ได้ทันบนเส้นทางแห่ง การพัฒนา กลายเป็นกลุ่มที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังไม่ว่าจะโดย เจตนาหรือไม่ก็ตาม กลุ่มคนเหล่านีคื้อผู้ทีอ่อนแอกว่า ไม่เฉพาะในด้านร่างกายและสุขภาพ แต่ในด้านความรู้ ความสามารถ ทุนทางเศรษฐกิจและทางสังคม สิทธิ โอกาส อำนาจ และศักดิ์ศรี การ “ถูกทิ้ง” จะด้วยเหตุที่ไม่สามารถ ก้าวตามกลุ่มอนื่ ได้ทันหรือเพราะไม่ได้รับความใส่ใจจาก คนที่แข็งแรงกว่าก็ตาม ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ตกอยู่ในสภาพ ที่ เปราะบาง เสี่ยงต่อความยากล􀄞าบากและประสบกับสภาพ อันไม่พึงปรารถนาในการดำารงชีวิตหลายด้าน ความเปราะบางนัน้ เชือ่ มโยงอย่างแนบแน่นอยู่กับ ความเหลื่อมล้ำ สังคมที่มีกลุ่มคนเปราะบางจำานวนมากก็คือ สังคมที่มีความเกลื่อมล้ำไม่ว่า จะเหลื่อมล้ำในด้านเศรษฐกจิ หรือด้านอื่นใดก็ตาม ยิ่งมีความเหลื่อมล้ำมากเท่าไร โอกาส ที่คนเปราะบางจะเพิ่มขึ้นยิ่งมีมากเท่านั้น สิ่งที่ตามมาคือ ความขัดแย้งในสังคม มีการศึกษาจำนวนมากชี้ให้เห็นด้วย หลักฐานเชิงประจักษ์ว่า สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงจะมี ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มหรือระหว่างชนชั้นสูง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาทางสุขภาพและปัญหาอื่นๆ มากกว่าในสังคมที่มี ความเหลื่อมล้ำในระดับต่ำด้วย ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา แม้ว่าประเทศไทยจะ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาหลายด้าน แต่ก็ปฏิเสธ ไม่ได้ว่า ส่วนแบ่งสำคัญจากผลการพัฒนาที่ผ่านมาตกอยู่ใน มือของประชากรจำนวนน้อยเพียงบางกลุ่ม ซึง่ เป็นผู้ที่ ได้เปรียบมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ในทุกด้าน รูปธรรมของความ ความเหลื่อมล้ำจะเห็นได้ทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม และ สุขภาพ ความเหลื่อมล้ำเช่นนี้ได้ขยายตัวมากขึ้น จนบางครั้ง นำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง ดังที่ได้เกิดขึ้นและ เป็นไปอยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน ความขัดแย้งในสังคมไทยมักจะถูกมองว่าเป็นเรื่อง ของการเมือง (ซึ่งก็มีส่วนถูกอยู่มาก) แต่นักวิเคราะห์หลาย คนชี้ให้เห็นว่า ลึกลงไปกว่านั้น ความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบัน มีรากยึดอย่างแน่นหนาอยู่กับปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือ ความไม่เท่าเทียใกันของคนกลุ่มต่างๆ ทำให้ ให้คนจำนวนมากมากที่อ่อนแอกว่ารู้สึกว่าตนถูกเอาเปรียบ ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และถูกทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ บนเส้นทางการพัฒนาที่ผูกติด อยู่กับระบบทุนนิยมเสรี คนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีชีวิตที่ด้อยคุณภาพ ถูกเลือกปฏิบัติ และเข้าไม่ถึงบริการที่จำเป็นในการ ดำรง

ชีวิตอย่างที่ควรจะได้รับ กลายเป็น “คนชายขอบ” และมีความเปราะบาง การพัฒนาเช่นนี้ แม้จะทุ่มเททรัพยากรลงไปสักเพียงใด ก็ยากที่จะบรรลุผลสำเร็จอย่างยั่งยืน การพัฒนาจะบรรลุ เป้าหมายที่ยั่งยืน ก็ต่อเมื่อไม่มีคนกลุ่มใดในสังคมถูกทิ้งไว้ ข้างหลัง นั่นคือต้องนำไปสู่การเป็นสังคมที่ทุกคนก้าวเดินไป ด้วยกัน วาระสำคัญของการพัฒนาจะต้องลดปัจจัยที่จะทำให้ คนบางกลุ่มกลายเป็นคนเปราะบางลงให้เหลือน้อยที่สุด

© 2014 by Thai Health Report

รายงานสุขภาพคนไทย

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 

เลขที่ 999 ถนนพุทธมณฑล สาย 4 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170

โทรศัพท์ 02-441-0201-4  ต่อ 531, 532, 630 โทรสาร 02-441- 9333  

Facebook_Logo_(2019).png